วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลก


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลก
โลก เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในจำนวน 9 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ อยู่ในอันดับที่ 3 (ดาวศุกร์ ดาวพุธ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต ) โลกมีรูปทรงสัณฐานเกือบเป็นทรงกลม มีแกนสมมุติของโลกเอียงทำมุมประมาณ 23 องศากับแนวดิ่ง นักภูมิศาสตร์ และนักธรณีฟิสิกส์ แบ่งลักษณะโครงสร้างของโลกเป็น 3 ส่วน คือ

1. เปลือกโลกชั้นนอก มีลักษณะเป็นหินแข็ง เปราะ ห่อหุ้มอยู่ชั้นนอกสุดของโลก มีความหนาเฉลี่ย 16 - 40 กิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทวีป และมหาสมุทร

2. เปลือกโลกชั้นใน มีลักษณะอยู่ในสภาพหินหนืด อยู่ใต้ชั้นเปลือกโลก มีความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร

3. แก่นโลก อยู่ชั้นในสุดมีความร้อนและหนาแน่นมาก มากที่สุด มีรัศมีประมาณ 3,500กิโลเมตร

การหมุนและการเคลื่อนที่ของโลกมี 2 ลักษณะ คือ

1. การหมุนรอบตัวเอง โลกหมุนรอบตัวเองจากตะวันตกไปตะวันออกครบ 1 รอบในเวลา 1 วัน( 24 ชั่วโมง) ทำให้เกิด กลางวันกลางคืน

2. การโคจรรอบดวงอาทิตย์ โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยมีทิศทางการโคจรทวนเข็มนาฬิกา และมีวงโคจรเป็นรูปวงรี ครบ 1 รอบใช้เวลา 1 ปี (365 วัน ) 4 ปีมี 366 วัน เรียกปีนั้นว่า ปีอธิกสุรมิน การ โคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก

การแบ่งภูมิภาคของโลกตามลักษณะทางกาพภาพมีดังนี้

1. ทวีป คือพื้นผิวโลกที่เป็นแผ่นดิน มีเนื้อที่ประมาณ ร้อยละ 29 ของพื้นที่ผิวโลกทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 7 ทวีป ดังนี้ คือ ทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปแอนตาร์กติกา ทวีปยุโรป และทวีปออสเตรเลีย

2. มหาสมุทร คือพื้นน้ำเค็มอันกว้างใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 71 ของพื้นที่ผิวโลก เรียกว่ามหาสมุทร มี 5 แห่งดังนี้ คื มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอนตาร์กติก และมหาสมุทรอาร์กติก

ลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญของโลก
ลักษณะภูมิประเทศ หมายถึงลักษณะทั่วๆไปของพื้นผิวโลกที่มีระดับความสูงต่ำไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเป็นที่สูง ที่ต่ำ พื้นดิน พื้นน้ำ ได้แก่ ที่ราบ ที่ราบสูง เนินเขา ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น

ที่ราบหรือพื้นราบ หมายถึงภูมิประเทศชึ่งอาจจะราบเรียบ หรือมีลักษณะเป็นลูกคลื่นเพียงเล็กน้อย โดยปกติความสูงต่ำ ของพื้นที่จะแตกต่างกันไม่เกิน 150 เมตร ได้แก่ที่ราบลุ่มแม่นำ ที่ราบชายฝั่งมหาสมุทรของทวีปต่างๆ ที่ราบภายในทวีป

ที่ราบสูง หมายถึงบริเวณที่สูงกว่าระดับผิวโลกโดยรอบตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป โดยปกติจะมีขอบผาชันอย่างน้อยหนึ่งด้าน จากพื้นที่รอบๆ เช่น ที่ราบสูงทิเบต ที่ราบสูงมองโกเลียในทวีปเอเชีย ที่ราบสูงเม็กซิโก ที่ราบสูงโคลัมเบียในทวีปอเมริกาเหนือ ที่ราบสูงบราซิล ที่ราบสูงปาตาโกเนีย ใน ทวีปอเมริกาใต้

ภูเขา หมายถึงพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่าโดยรอบตั้งแต่ 600 เมตรขึ้นไป หากมีความสูงน้อยกว่า 600 เมตรแต่มากกว่า 150 เมตร เรียกว่าเนินเขา หรือหากภูเขาสูงมีแนวยาวต่อเนื่องกัน เรียกว่า เทือกเขาหรือทิวเขา ได้แก่ เทือกเขาหิมาลัย และเทือกเขา ตอนกลางของทวีปเอเชีย เทือกเขาแอลป์ ในทวีปยุโรป เทือกเขารอกกี้ในทวีปอเมริกาเหนือ เทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้ เทือกเขา แอตลาสในทวีปแอฟริกา และเทือกเขาเกรตดิไวดิ้งในทวีปออสเตรเลีย

เขตอากาศของโลกตามที่ตั้งละติจูด
จากการโคจร และหันส่วนต่างๆของโลกเข้าหาดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเขตอากาศต่างๆ คือเขตร้อน เขตอบอุ่น และ เขตหนาว ซึ่งอยู่ระหว่างละติจูดสำคัญต่างๆของโลกดังนี้

เขตลมประจำปีบนพื้นโลก
ลมประจำปี คือลมที่พัดในทิศทางเดียวกันเป็นประจำตลอดทั้งปี ซึ่งพัดจากเขตที่มีความกดอากาศสูงไปยังเขตที่มีความอากาศต่ำตามเส้นละติจูดต่างๆของโลก แต่เนื่องจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ทิศทางของลมจึงหันเหไป ในซีกโลกเหนือจะพัดเฉียง ไปทางขวา ในซีกโลกใต้จะพัดเฉียงไปทางซ้าย การหันเหจะน้อยที่สุดที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร และจะเพิ่มขึ้นที่ละติจูดสูงขึ้น ได้แก่ ลมสินค้า ลมตะวันตก และลมขั้วโลก ลมมีความสำคัญและอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆดังนี้

1. ทำให้ระดับความร้อนที่ผิวโลกจากดวงอาทิตย์กระจายออกไปตามทิศทางการพาไปของลม

2. นำความชุ่มชื้นหรือความแห้งแล้งไปสู่ที่มันพัดผ่าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามันพัดผ่านมหาสมุทร ทะเล หรือทะเลทรายมาก่อน อันจะยังผลต่อดินแดนนั้น ทางด้านอาชีพกสิกรรม ความเป็นอยู่ของประชากรด้วย

3. นำไปใช้เป็นพลังงาน เช่น การหมุนกังหันลม เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรบางประเภท หรือเพื่อการแล่นเรือ เป็นต้น

กระแสน้ำในมหาสมุทร
กระแสน้ำในมหาสมุทร คือการเคลื่อนที่ของน้ำในมหาสมุทรในลักษณะที่เป็นกระแสธาร มีลักษณะการเคลื่อนที่สม่ำเสมอ และไหลต่อเนื่องกันไปในทิศทางที่อาจกำหนดได้ ชนิดของกระแสน้ำ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. กระแสน้ำอุ่น คือกระแสน้ำที่มาจากเขตละติจูดต่ำ และมีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางขั้วโลก และมักจะอุ่นหรือมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำที่อยู่โดยรอบ

2. กระแสน้ำเย็น คือกระแสน้ำที่ไหลมาจากเขตละติจูดสูงเข้ามายังเขตอบอุ่นและเขตร้อนจึงทำให้กระแสน้ำเย็นลงหริออุณหภูมิต่ำกว่าน้ำที่อยู่โดยรอบ ผลของกระแสน้ำในมหาสมุทรมีดังนี้

2.1. ผลต่ออุณหภูมิของอากาศ อากาศเหนือกระแสน้ำอุ่นจะอุ่นและอากาศเหนือกระแสน้ำเย็นจะเย็น อากาศที่เคลื่อนที่จากทะเล มาสู่ฝั่งจะมีผลทำให้อุณหภูมิของอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของกระแสน้ำ เช่น กระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือ ไหลเลียบฝั่งตะวันตกของทวีปยุโรป จะทำให้ในฤดูหนาวอากาศจะอบอุ่นไม่หนาวจัด

2.2. ผลต่อความชื้นในอากาศ ลมที่พัดผ่านกระแสน้ำอุ่นมาสู่ทวีปที่เย็นจะทำให้ความชื้นทวีปเพิ่มมากขึ้นและเกิดฝนตก ในทางตรงกันข้ามลมที่พัดผ่านกระแสน้ำเย็นไปยังทวีปที่อุ่นจะทำให้อากาศแห้งแล้ง ดังนั้นชายฝั่งในเขตร้อนที่มีกระแสน้ำเย็นไหลผ่านอากาศจึงแห้ง แล้ง และบางแห่งเป็นทะเลทราย บริเวณที่กระแสน้ำอุ่นกับกระแสน้ำเย็นไหลมาบรรจบกันจะทำให้เกิดหมอก

2.3. ผลต่อสิ่งที่มีชีวิตในทะเล เกิดจากกระแสน้ำเย็นลอยตัวขึ้น คือกระแสน้ำเย็นที่ไหลจากเขตหนาวเข้าไปในเขตร้อน เมื่อน้ำอุ่นบางลงจะดึงน้ำเบื้องล่างขึ้นมาจากท้องทะเลลึกนำสารไนเตรทและสารอื่นๆขึ้นมาเป็นอาหารแก่แพลงตอนซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็ก แพลงตอนเหล่านี้เป็นอาหารของปลา

2.4. มีผลต่อการคมนาคมขนส่ง การแล่นเรือทวนกระแสน้ำอาจทำให้แล่นเรือได้ช้าลง การแล่นเรือตามน้ำทำให้แล่นเรือได้เร็วขึ้น กระแสน้ำเย็นอาจนำภูเขาน้ำแข็งเข้ามาในเส้นทางเดินเรือทำให้เกิดอันตรายได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น